DiiDao's profile-`๏’- ..Pladao..-`๏’-PhotosBlogLists Tools Help


November 24

“รัก” มีค่ากับเรามากแค่ไหน?

 

 



 

Image hosted by Photobucket.comImage hosted by Photobucket.com


L O V E R ...

 My Story  





 

 

เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่า ..... คนที่ร้องไห้ให้กับ "ความรัก" ช่างเป็นคนที่โง่

แค่คน คนเดียวเนี้ยเหรอที่ จะมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้เรา "ร้องไห้" ฉันเคยคิดว่า ..... ความรักทำให้คนโง่ ที่มองไม่เห็นความชั่วร้ายของเค้า

ฉันเคยคิดว่า ..... ความรักคือ การหลอกลวง เพื่อหวังอะไรสักอย่าง

ฉันเคยคิดว่า ..... ไม่มีวันซะหรอกที่ฉันจะร้องไห้ให้กับความรัก

ฉันเคยคิดว่า ..... ความรักเป็นเรื่องไร้สาระ ฉันเคยคิดว่า ..... การมีความรัก ทำให้เราต้องมีภาระมากมาย

ฉันเคยคิดว่า ..... ความรักมันมีอะไรดีนัก ทำไมใคร ๆ จึงใฝ่หา

แต่พอฉันได้มารู้จักกับคน คนหนึ่ง ....

เขาทำให้ฉันรู้จักคำว่า “รัก” มากขึ้น

  “รัก” มันมีอะไรมากกว่าที่เราคิดไว้ มันสามารถทำให้เราเป็นคนอ่อนไหวได้  

ทำให้เรา มีความสุข ที่ได้อยู่ใกล้ ๆ เค้า

ทำให้เรามีกำลังใจ ทำให้เรามีเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง

... เพราะอะไรนะเหรอ

ทำให้เรากลายเป็นคนโง่เหมือนที่เราคิดไว้ ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่า ทำไม ...

บางทีเรายอมที่จะโง่ทั้ง ๆ ที่เราก็รู้อยู่ ว่าเค้าหลอกเรา

แต่เราก็ไม่ทำอะไร เพราะเรากลัว ว่ารัก นั้นจะจบลง

เรากลัว ที่จะไม่มี เค้าอยู่เคียงข้าง

 เรากลัวว่ารักนั้นจากเราไปเมื่อไหร่

เพราะถ้ารักจากไป...มันจะทำให้เรา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีกระจิต กระใจ จะทำอะไรได้... และแล้วฉันก็เข้าใจรักมากขึ้น

เมื่อวันหนึ่ง...ฉันนั่งร้องไห้อยู่ในมุมๆ หนึ่งของห้อง

ไม่เป็นอันจะทำอะไร เรียนหนังสือก็ไม่รู้เรื่อง

< …>

เพื่อน ๆ มาปลอบก็ไม่ทำให้จิตใจฉันดีขึ้น ....

ฉันได้แต่นั่งคิดถึง คำพูดเก่าๆ ที่ผ่านมา

จากที่ฉันคิดไว้ว่า ไม่มีวันซะหรอกที่ฉันจะร้องไห้เพราะความรัก

แต่มันก็ทำให้ฉันร้องไห้ฟูมฟายได้เป็นหลายวัน เหมือนกัน .

จากที่คิดว่ารักเป็นเรื่องไร้สาระ ...

แต่มันกลับให้ฉันเห็นคุณค่าของความรักมากขึ้น

จากที่คิดว่าความรักมันมีอะไรดีนัก ทำไมใคร ๆ จึงใฝ่หา

ขณะนี้ฉันได้รู้แล้วว่าทำไมทุกคนจึงอยากมีรัก…

ขณะนี้และฉันก็รู้ว่าความรักมันมีอิทธิพล กับ คนเรา

ขณะนี้ก็ต่อเมื่อฉันได้เจอกับตัวเองแล้วจริง ๆ ….

 

Image hosted by Photobucket.com 

 

..

 

จ๊ะ.......เอ๋ 555+

..

 

..

 

...ซึ้งหละซิ...

 

September 07

ขอบเขต..+..ความรัก

 
 

 

ღ**++-ขอบเขต-++**ღ

ความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลาง

ความเหงานั้นเกิดขึ้นได้ง่าย  แต่การจะสานความรักต่อให้ยืนยาวได้นั้น

เป็นเรื่องยาก...

ความเหงานั้นมันโดดเดี่ยว

เปลี่ยนคนอ่อนไหว

ให้กลายเป็นคนอ่อนแอ

จนบางครั้ง...

ต้องพยายามหาที่ยึดหัวใจ

ไม่ให้เคว้งไปตามแรงกระทบของชีวิต

และบางครั้ง...ก็อาจเผลอ

ไปยึดใครสักคนที่ไม่อาจจะยึดได้

เพราะเหตุผลแห่งความเป็นไปไม่ได้

...ร้อยพันประการ...

แต่เมื่อความรักได้เกิดขึ้นมาแล้ว...

ไม่ว่าจะอยู่ร่วมได้หรือไม่

มีสิทธิ์ครอบครองหรือไม่

ก็ไม่อาจที่จะห้ามไม่ให้รู้สึกรักได้

เมื่อในที่สุดแล้วห้ามไม่ได้...

ก็อาจจะมีอีกทางเลือกคือ

การปล่อยหัวใจให้ได้ ღ รั ก ღ แต่

ต้องหาที่ยืนที่เหมาะสมให้กับตัวเอง 

หาบริเวณให้ตัวเองให้ได้

และหักห้ามใจไม่ให้เตลิดก้าวไปไกล

จากที่ที่ตัวเองต้องอยู่

กล้าที่จะยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว

ก็ต้องกล้าที่จะเชื่อมั่นว่า...

เราต้องยืนอยู่ตรงนั้นให้ได้

และต้องไม่ไปไกลกว่านี้...

"อยากอยู่ตรงไหนก็ได้...แต่

ต้องอยู่ในขอบเขต

ღ...รักได้...ღ

แต่ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายใครให้เจ็บปวด"

 ..Plada'o'..

 

 ;



 

 
 

...ความใส่ใจ...

 

มื่รัถึ "ห่..."
เคยมีใครถามคุณไหมว่า" ความรักคืออะไร?" เราคิดว่าวันนี้เรามีคำตอบ ให้คุณแล้วล่ะ
เมื่อรักหมายถึง"ห่วงใย " คำที่ใช้แทนคำว่า " ความรัก"ได้ดีที่สุดน่าจะเป็นคำว่า " ใส่ใจ"
หากคุณคิดที่จะบอกรัก หรือรู้สึกว่าตัวเองเริ่มที่จะรักใครซักคน
ลอง ถามตัวเองดูว่า คุณใส่ใจค้ามากน้อยแค่ไห?

คว ามส่ใจม่ช่
หากคน รักของคุณจำได้ขึ้นใจว่า คุณเคยพูดว่าอยากได้อะไร แล้วเค้าหาซื้อของชิ้นนั้นให้
ไม่ใช่สักแต่ว่า ซื้อซื้อซื้อของเยอะแยมาาย เพื่เอาใจ...
นั่ถึรีว่ "ความใจ"

ส่ ม่ช่ความหึ
หากคนรักของคุณโทรหาคุณทุกคืน ถาว่ากลับถึงบ้านรือยั?
เพียงเพราะเค้าเป็นห่วง ไม่ต้องการให้คุณได้รับอันตรายในยามดึก ไม่ใช่กลัวว่าคุณจะไปกับคนอื่น....
นั่รีว่ "ส่"

Image Hosted by ImageShack.us

ความใส่ใจไม่ใช่ ความมีน้ำอย่างเดียว หากแต่มีความถนอมน้ำใจด้วย
หากคนรักของคุณทำอะไรเพื่อคุณซักอย่างด้วยความตั้งใจ แต่คุณกลับไม่ชอบมัน
คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูดอะไรออกไป ใส่ใจในความรู้สึกของเค้าด้วย...
หากคุณทะเลาะกับคนรัก แต่แล้ววันรุ่งขึ้นคนรักคุณยังโทร
สดงความเป็นห่วงในเรื่องต่างเหมือนทุกวัน ทั้งที่ยังไม่หายโกรธ...
นั่ละรีว่ "ส่"

หากคนรักของคุณยอมละเวลาทำบางสิ่งเอาไว้ทีหลัง เพียงเพื่อช่วยทำในสิ่งที่คุณขอ..
นั่รีว่ "ส่"

คนบางคนก็ต้องมีครซักคนคอยใส่ใจเราบ้าง...
หากคุณป่วยเป็นข้ ม่บาย มันรู้สึกดีเอามาก...
ถ้ารักของคุณทรมาเตือนห้คุณกินยา ละพักผ่อนมาก
สำหรับผู้ที่ได้รับความใส่ใจจากใครซักคนมา แต่กลับตีค่าความใส่ใจเป็นสิ่งอื่น ๆที่เลวร้ายไปกว่านั้น
นั่นอาจหมายถึงคุณม่คยส่ใจเค้าเหมือนที่เค้าส่คุ
คุณจึงไม่รู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่าใส่ใจ คุณกำลังทำร้ายผู้ให้อย่างที่สุด
และจงรับรู้ว้เถอะว่า.....คุณไม่สมควรได้รับความใส่ใจจากเค้าอีกเลย.....
ความเกรงเป็นสิ่ดี เป็นบ่อเกิดของความสัมพันธ์อันยั่งยืน
คุณเห็นไหมล่ะว่า ไม่ยากเลยที่จะสดงความส่ครซั

เพียงแต่วันนี้ "คุณใส่ใจคนรักของคุณล้วรืยั???"

Image Hosted by ImageShack.us

August 05

My Diary

 

 



 

Image by bjang


L O N E L Y

 My Story  





 

 

กลับมาอัพ SPACE แล้วค่า

โหลๆๆๆ..หายนานเลยอะเกือบอาทิตย์แนะ

แต่ความจริงไม่ได้หายไปไหนมาหรอก

ก้อนั่งเอ๋อๆอยู่หน้าคอมทุกวันอ่ะแหละ

แต่มันไม่มีอารัยจามาเล่าเลยช่วงนี้ชีวิต

น่าเบื่อสุดๆเพราะทำงานทุกวัน

ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหรเลย

อยากเล่าวันๆไม่ได้ทำอารัยต่างจากเดิม

 ตื่น..ทำงาน..กิน..นอน..และนอนเหมือน เดิมทุกวัน 

วันนี้ไม่รู้จาทำรัย ทำงานเสร็จเร็วอะ

เลยมีเวลามานั่งอัพ Space ให้ได้อ่านกัน

แต่ถึงจะอ่านกันตั้งแต่บรรทัดแรกจนจบ

บรรทัดสุดท้ายก้อคงทำให้รู้ว่า BLOG นี้

ไม่มีเหี้ยอารัยเลย (แมร่งบ่นตั้งแต่ต้นยันจบ)

แต่ก้อขอบคุนน๊าสำหรับคนที่เข้ามาอ่านกัน

ก้อคิดกันซะว่ามีคนบ้ามานั่งบ่นให้ฟังละกัน

 แต่เด๋ว จาไปcomment Blog

COMMENT ของเพื่อนๆๆนะ แหมดีใจที่ยังมีคนคิดถึงนะ

เนี่ยนึกว่าไม่มีใครคอยตาม

อ่าน SPACE เราซะอีก เหอๆ ดีใจจังๆอิอิ

(เบื่ออีกรอบ..จะเบื่ออารัยกันบ่อยๆเนี่ย)

ช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลย

แฉะไปหมด วันๆไม่อยากมาทำงานเลยอะ

วันนี้พอแค่นี้ละกันเนอะไว้จามาอัพใหม่นะ

บะ-บาย...

 

..

 

..

 

จ๊ะ.......เอ๋ 555+

..

 

..

 

อันนี้จบจิงๆนะ

จบ

 

Talking about ○Οoо...เรื่องของความรัก ...oоΟ○

 

...กลับมาแว้ว..นะจ๊ะ หลังจากหายหน้าไปนาน 

...ว่างๆก็แวะมาทักทายกันบ้างนะ คิดถึงแกวะ 

Image hosted by TinyPic.com

July 13

..R a i N..

ดูBlog อื่นไปก่องนะจ๊ะ

 

 

-`๏’- ..Pladao..-`๏’-

There are no categories in use.
Hua-Hin  
Photo 1 of 30
November 27

...ขอบคุณน้องชายที่รัก...

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน

แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
"
ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป ้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
"
ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า
"
ผมขโมยเองครับ"
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

และด่าว่าน้องชายของฉัน
"
ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
"
พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า
"
ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
"
แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
"
ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
"
ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ
ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
"
ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไป! ได้"
แต่ในขณะเดียวกัน
ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
ใครจะรู้ได้ .......
วันต่อมาในตอนเช้ามืด
น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน
ขณะฉันกำลังหลับ
"
พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
ฉันนั่งอยู่บนเตียง
อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ......
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น
กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ ......
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
"
มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
..

ฉันถามเขาว่า
"
ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
"
ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆก็ได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
"
พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน
แล้วพูดว่า
"
ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
"
แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจกเพียงเพราะ หนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
"
แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"
ฉันถาม
"
ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
และ..."
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
"
เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"

เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
"
ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ....
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
"
ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.
เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน
วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง
ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
และจะทำดีกับเธอ"


เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......
"
ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

... บทกลอนของเด็กอัฟริกัน ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากUN ...

 
Nominated by UN as the best Poem of 2006 -
Written by an African Kid



When I born, I black

When I grow up, I black

When I go in Sun, I black


When I scared, I black


When I sick, I black

And when I die, I still black


And you white fellow

When you born, you pink

When you grow up, you white

When you go in sun, you red


When you cold, you blue

When you scared, you yellow

When you sick, you green

And when you die, you grey

And you calling me colored??
August 30

To my married and unmarried friends

" เมื่อเธอต้องการหย่าขาดจากชั้นไป.... เธอควรเป็นคนที่จูงมือชั้นออกไป "  

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านแล้วกินใจมาก ลองอ่านและซึมซาบความรู้สึกอย่างช้า ๆ

 
ในวันแต่งงานของผม ผมจูงมือภรรยาของผมในอ้อมแขน รถแต่งงานจอดหน้าที่พักของเรา
เพื่อนเจ้าบ่าวบอกผมว่า ผมควรจะอุ้มเธอเข้าไปในบ้าน ดังนั้นผมจึงทำตาม เธอเขินอายในอ้อมแขนผม
ผมช่างเป็นเจ้าบ่าวที่มีความสุขที่สุดในโลก... นี่เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วสิบปี... ในวันถัดๆ มาทุกอย่างก็
เหมือนเดิม
เรามีลูกด้วยกัน...ผมทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะหาเงินมาจุนเจือครอบครัว...
เมื่อเราเริ่มมีฐานะที่ดีขึ้น... ความห่างของเราก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน...
   ทุก ๆเช้าเราออกจากบ้านไป
ด้วยกันแล้วก็ถึงบ้านเวลาเดียวกัน
ลูกเราเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน ดูเหมือนความรักของเราช่างน่าอิจฉายิ่งนัก... แต่แล้ว
 ความสงบสุข
ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมิได้คาดหมาย....
เจนเข้ามาในชีวิตของผม .... ผมยืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน... เจนเข้ามาสวมกอดผมจากด้านหลัง.. หัว
ใจผมเต้นแรงด้วยความรัก... ที่นี่...เป็นอพาร์เมนท์ที่ผมซื้อให้เธอ...
เธอบอกว่า คุณเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงทุกคน
   ถวิลหา... คำพูดของเธอทำให้ผมนึกถึงภรรยาผม... ตอนที่
เราแต่งงานกันใหม่ ๆ ...เธอบอกว่า
วันที่คุณประสบความสำเร็จ ผู้ชายอย่างคุณจะมีแต่ผู้หญิงวิ่งเข้ามาหา... ผมเริ่มรู้สึกลังเล... ผมรู้ว่าผม
กำลังทรยศภรรยาผม... แต่ผมก็ได้ทำลงไปแล้ว....
ผมปลีกตัวออกจากเจน " วันนี้คุณไปเลือกเฟอร์นิเจอร์เองแล้วกันน๊ะ ผมต้องเข้าออฟฟิศ "
 ...
แน่นอน... เธอไม่ค่อยพอใจนัก เพราะผมสัญญากับเธอว่าเราจะ
   ไปด้วยกัน...
ในตอนนั้น...ความรู้สึกถึงการหย่าร้างเริ่มวิ่งเข้ามาในความคิดผม....ทั้งที่จริงๆ แล้วผมไม่เคยมีความ
คิดนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ผมก็พบว่าเป็นเรื่องยากที่จะบอกกับภรรยาของผม..... ไม่ว่าผมจะพูดกับเธอดีสักเพียงใด... เธอจะ
ต้องเจ็บปวดใจอย่างแน่นอน...
จริง ๆ แล้วเธอเป็นภรรยาที่ดีมาก.... ทุก ๆ เย็นเธอจะวุ่นวายกับการทำอาหาร..ในขณะที่ผมนั่งอยู่
หน้าทีวี ทานอาหารเสร็จเราก็นั่งดูทีวีด้วยกัน...
หรือ... ถ้าผมจะเลือกเป็น...นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์.... มองเรือนร่างอันงดงามของเจน...
ช่างเป็นอะไรที่หน้าฝันถึงเสียจริง

วันนึงผมพูดทีเล่นทีจริงกับภรรยาของผมว่าจะเธอจะทำยังงัยถ้าเราหย่ากัน... เธอจ้องมองผมอย่างไม่
เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน...และเธอก็ไม่ได้ตอบว่าอะไร...เธอ
มั่นใจว่าการหย่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเธอมาก...ผม
   นึกภาพไม่ออกเลยว่าหากเธอรู้ว่าเรื่องที่ผมกำลัง
พูดอยู่นั้นเป็นเรื่องจริง... เธอจะเป็นอย่างไร
วันนึงภรรยาผมมาที่ออฟฟิศ...สวนทางกับเจนที่เพิ่งจะออกไปพอดี... พนักงานทุกคนทำหน้าตา
เลิกลัก...
   เหมือนกำลังพยายามซ่อนอะไรบางอย่างจากเธอ....
เธอเหมือนจะรับรู้มันได้...
 แต่เธอก็ยิ้มน้อย ๆ กับพนักงานทุกคน....แต่ผมก็สังเกตุเห็นแววตาที่เจ็บ
ปวดของเธอภายใต้รอยยิ้มนั้น
ในที่สุด...เจนก็บอกกบผมว่า...หย่ากับเธอน๊ะ..แล้วเราอยู่ด้วยกัน..ผมพยักหน้า....
ผมจะลังเลอีกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว....ผมตัดสินใจบอกภรรยาผมในอาหารค่ำ..
ผมมีอะไรจะบอกคุณ... เธอนั่งทานอาหารอย่างเงียบ ๆ...ผมสังเกตุเห็นแววตาอันเจ็บปวด
ของเธอ...มันทำให้ผมพูดในสิ่งที่ผมต้องการพูดไม่ออก..
แต่ท้ายที่สุดผมก็พูดออกไป...ผมต้องการหย่า...เธอดูไม่ตกใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งจะพูดออกไปเลย...ผมย้ำ
กับเธออีกครั้ง...เธอเขวี้ยงตะเกียบในมือทิ้ง...
แล้วตะโกนใส่หน้าผมว่า...คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย...เราไม่ได้คุยกันอีกเลยคืนนั้น...
   เธอร้องไห้
อย่างหนัก... ผมรู้ว่าเธออยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตแต่งงานของเรา...
แต่ผมเองไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้...เป็นเพราะใจผมได้ให้เจนไปหมดแล้วงั้นเหรอ...ผม
คงไม่สามารถบอกเธออย่างนั้นได้..มันจะทำให้ผมรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก...
ผมร่างสัญญาการหย่าร้างขึ้น...ระบุว่า..เธอเป็นเจ้าของบ้าน...ทุก ๆ อย่างในบ้าน ทั้งรถ... หุ้น
บริษัท 30% ผมยกให้เธอหมด.... เธอเหลือบมองกระดาษที่ผมร่างขึ้น...
แล้วฉีกมันทิ้ง...มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น....ผู้หญิงที่ผมอยู่ด้วยมาเป็นระยะเวลาสิบปีกลายเป็นคน
แปลกหน้ากันภายในหนึ่งวัน...ผมไม่สามารถคืนคำที่ผมพูดไปได้...
เธอร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างที่สุด...สำหรับผมแล้ว...การร้องไห้ของเธอเหมือนเป็นการปลด
ปล่ยยความสับสนของตัวผมเอง...
หลังจากที่ผมกลุ้มใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ของผม...ในที่สุด...มันก็เป็นรูปธรรมขึ้นมาจริง ๆ เสียที
คืนนั้น...ผมกลับถึงบ้านค่อนข้างดึก...
เห็นเธอเขียนอะไรบางอย่างบนโต๊ะ..ผมหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความเพลีย...ผมตื่นขึ้นมาอีกทีแล้ว
พบว่า...
เธอเขียนเงื่อนไขการหย่าร้างว่าเธอไม่ต้องการสิ่งใดจากผม...แต่เธอต้องการให้ผมให้เวลาเธอหนึ่ง
เดือนเพื่อตั้งตัวสำหรับการหย่า...
และในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนนั้นทุกอย่างต้องดำเนินไปตามปกติ...ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอต้องการให้ลูก
จบการศึกษาซึ่งกำลังจะมาถึงเสียก่อน..
เธอไม่อยากให้ลูกต้องเห็นความล้มเหลวในการแต่งงานของพ่อแม่ก่อนเวลานั้นจะมาถึง...
รัชต์..คุณจำได้มั๊ย...วันที่เราแต่งงานกัน...คุณประคองชั้นไว้ในอ้อมกอดในวันที่เราเข้าเรือนหอ..ผม
พยักหน้า..นั่นเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของชั้น...
ชั้นมีเรื่องขอร้อง...ชั้นอยากให้คุณประคองชั้นไว้ในอ้อมกอดจากห้องนอนไปถึงด้านล่างทุกวันนับจากวันนี้
ไปจนถึงวันที่เราต้องแยกจากกัน
ผมยอมรับด้วยความเต็มใจ...ผมรู้ดีว่า
   เธอคิดถึงวันดีๆ เหล่านั้น...และเธอต้องการให้ชีวิตการ
แต่งงานเธอจบลงด้วยความทรงจำที่ดี
ผมบอกเจนถึงเงื่อนไขที่ภรรยาผมตั้งขึ้นในการหย่าร้าง...เธอหัวเราะถึงความไร้สาระ
ของเงือนไข....ภรรยาผมบอกกับผมว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม....
เธอจะต้องยอมรับผลของการหย่าร้างให้ได้...
   คำพูดของเธอทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดเป็น
อย่างยิ่ง....
เราไม่ได้ถูกต้องตัวกันเลยนับแต่วันที่ผมขอเธอหย่า...ความจริงเหมือนจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกันด้วย
ซ้ำไป...
พอถึงวันที่ผมประคองเธอลงจากห้อง
วันแรก...มันจึงทำให้ผมทำตัวไม่ถูก...ลูกชายเราตบมือ
    แล้วพูดด้วยความดีใจว่า
ว้าว... วันนี้พ่ออุ้มแม่ลงจากห้องด้วย....มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น......เธอบอกว่าอย่าบอกลูก
เราถึงเรื่องของเรา...ผมพยักหน้า...ด้วยความรู้สึกผิดอย่างเต็มเปี่ยม...
ผมขับรถไปส่งเธอที่ป้ายรถเมล์..แล้วเลยไปออฟฟิศ
วันถัดมา...ความรู้สึกขัดเขินเริ่มน้อยลงไป...เธอซบบนอกผม...เราใกล้ชิดกันมากจนผมได้กลิ่นน้ำหอม
ของเธอ...
ผมถึงได้ตระหนักว่า....เธอไม่ใช่เด็กสาวอีกต่อไปแล้ว...เธอเริ่มมีริ้วรอยบนใบหน้ามากขึ้น

ในวันที่สาม...เธอกระซิบบอกผมว่าสวนกำลังรื้ออยู่ให้เดินระวังด้วย...
ในวันที่สี่...มันช่างเหมือนกับว่าเราเป็นคู่รักที่หวานชื่นมาก...ภาพของเจนเริ่มเลือนลางไป...
วันที่ห้าและหก..เธอคอยเตือนผมในเรื่อง
   เล็กๆน้อยๆ เช่นเธอวางเตารีดไว้ที่ไหน...ผมควรจะ
ระวังอะไรบ้างตอนทำอาหาร...และอื่นๆ อีกมากมาย...
ความสนิทสนมของเราเพิ่มมากขึ้นทุกที...ผมไม่ได้บอกเจนถึงเรื่องนี้เลย... ผมรู้สึกว่าผมอุ้มเธอง่ายขึ้น
ทุกวันโดยไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอเลย...
หรือบางทีคงเป็นเพราะผมแข็งแรงขึ้น...แต่แล้วผมก็พบว่ามันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด...เป็นเพราะว่าเธอ
ผอมลงจนไม่ สามารถใส่เสื้อผ้าเดิมได้...นั่นต่างหากที่ทำให้ผมอุ้มเธอได้ง่ายขึ้น
ผมรู้ดีว่าเธอพยายามซ่อนความขมขื่นเอาไว้... ลูกของเราร้องขึ้นว่า พ่อได้เวลาอุ้มแม่
แล้วน๊ะ...สำหรับลูกแล้ว....การได้เห็นพ่ออุ้มแม่เป็นภาพที่เขามีความสุขที่สุด.....
เธอเอื้อมมือไปกอดลูกไว้แน่น...ผมทนมองภาพนั้นไม่ได้จริง ๆ ผมกลัวว่าผมจะเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย

และแล้ววันสุดท้ายก็มาถึง....ผมอุ้มเธอไว้ในอ้อมกอด...เท้าผมแทบจะก้าวไม่ออก.......เธอบอกกับ
ผมว่า...
ความจริงแล้ว...ชั้นอยากให้คุณอุ้มชั้นไปจนเราแก่เถ้า...ผมกอดเธอแน่น...และผมก็ตระหนักว่า..

ชีวิตคู่ของเราขาดการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน....ผมขึ้นรถทันทีเพื่อจะไปยังจุดหมายใหม่..ผมลังเล
เล็กน้อย..
แต่ในที่สุดแล้ว..ผมก็มาพบเจนจนได้....เธอเปิดประตูออก...ผมบอกเธอว่า เจน..ผมขอโทษ...

ผมจะไม่หย่า....เธอมองหน้าผม แตะหน้าผากผม..
   คุณสบายดีหรือเปล่า
เจน...ผมขอโทษ...ผมขอโทษจริง ๆ... ผมจะไม่หย่ากับภรรยาผม...ชีวิตการแต่งงานของเราน่า
เบื่อมันเป็นเพราะผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กน้อย...
ผมขาดการเอาใจใส่ในตัวเธอ....มันไม่
   ได้    หมายความว่าเราไม่ได้รักกัน....ตอนนี้ผมเข้า
ใจแล้ว....ว่า
ตั้งแต่วันที่ผมอุ้มเธอเข้าบ้าน...เธอมีลูกให้ผม...ผมควรจะประคองเธอไปจนแก่...
เจนตบหน้าผมอย่างแรงและกระแทกประตูใส่ผม....ระหว่างทาง
   กลับบ้านผมแวะร้านดอกไม้....
พนักงานขาย
ดอกไม้ถามว่าจะเขียนว่าอะไร....ผมให้เธอเขียนว่า...ผมจะอุ้มคุณทุกเช้าจนกว่าเราจะแก่

April 07

กุญแจ...หัวใจ

 
     เวลาตอนนี้ก็...  



            

>> กุญแจของหัวใจ <<



 
 
เมื่อเปิดประตูต้อนรับความรัก
แล้วอยู่ดีดี มันกลับหนีออกไปทางเดิม
ความทุกข์เลยจ้องจะแทรกเข้ามาแทน
เราก้อชิงใส่กลอนล็อคให้แน่นหนาซะ


.........อย่างน้อย.........

แม้ไม่มีรักหลงเหลือในห้องนั้น
แต่ก้อป้องกันไม่ให้ความทุกข์มันไหลกลับมา
เราจะมีเวลามองออกไปข้างนอกหน้าต่างได้นานขึ้น
บางคนที่เลิกกันไปแล้วส่วนใหญ่จะทำใจไม่ได้



หลายๆคนก้อคงเคยเป็น
อาการมันคล้าย ๆ กับโลกจะหยุดหมุน
สมองทั้งสองซีกหยุดสั่งการเอาดื้อ ๆ
ไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องราวรอบ ๆ ตัว
และมองว่าโลกนี้ช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน


ถ้าหากว่าความเศร้าหนึ่ง ๆ
สามารถใช้กุญแจไขให้เราหลุดจากความปวดร้าวไปได้จริง ๆ
ปัญหาก้อคือเราจะไปหากุญแจดอกนั้นมาจากไหน
ไม่ต้องเสียเวลาไปหาที่ไหนหรอก

กุญแจดอกนั้นมันอยู่ที่ใจของเราเอง
เหมือนกับเวลาที่หัวใจเราเปิดรับใครสักคนเข้ามาในชีวิต
ก้อคือเวลาที่เราไขกุญแจให้ความรักเดินเข้ามา
แต่เมื่อในวันนึง ความรักมันออกไปทางเดิม

 
สิ่งที่หลงเหลืออยู่
อาจมีเพียงความเศร้าและประตูหัวใจที่เปิดค้างไว้
วิธีทำใจมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย
ในเมื่อประตูในใจเราถูกเปิดค้างไว้


หัดปิดประตุและล็อคกุญแจไว้ซะ
อย่ารอให้ใครมาขโมยความรู้สึกดี - ดีของเรา
ให้หมดไปเสียก่อนที่จะคิดได้
หัดกระแทกประตูใส่ความเศร้าบ้างก้อได้
ชีวิตเราจะได้มองโลกในแง่งดงามมากขึ้น



***********
☆。+゚ °◦•|| Jîno_þüi ||•◦° ゚+。☆™